วิธีการบีบอัด JPEG ทำงานอย่างไร

สรุปขั้นตอนการบีบอัดรูปภาพอย่างมีประสิทธิภาพแบบเข้าใจง่าย

24. January 2025 โดย Bianca Palmer

วิธีการบีบอัด JPEG ทำงานอย่างไร

คุณเคยสงสัยไหมว่าโทรศัพท์หรือกล้องของคุณถ่ายรูปได้ และภายในไม่กี่วินาทีรูปนั้นก็ถูกบันทึกเป็นไฟล์ JPEG ที่มีขนาดเล็กลง โหลดได้เร็วขึ้น แต่ยังคมชัดเหมือนเดิม? เบื้องหลังมีขั้นตอนที่ทรงพลังทำงานอยู่ ช่วยย่อขนาดไฟล์ภาพขนาดใหญ่ให้เหลือเพียงเศษเสี้ยวของขนาดเดิมในขณะที่ยังรักษาคุณภาพไว้ได้สูง แต่จริงๆ แล้วมัน ทำงานอย่างไร? ในคู่มือนี้ เราจะมาดูรายละเอียดของ การบีบอัด JPEGและแยกอธิบาย แต่ละขั้นตอนแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณเห็นภาพว่ากระบวนการบีบอัดรูปภาพนี้ทำงานอย่างไร

JPEG คืออะไร?

JPEG (ตัวย่อมาจาก Joint Photographic Experts Group) เป็นหนึ่งในรูปแบบไฟล์รูปภาพที่ใช้กันมากที่สุด เป็น ตัวเลือกหลักสำหรับการจัดเก็บรูปถ่ายดิจิทัล ข้อดีสำคัญของ JPEG คือความสามารถในการบีบอัดไฟล์รูปภาพ ทำให้มีขนาดเล็กลงมากโดยที่คุณภาพไม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ตัวอย่างเช่น รูปภาพคุณภาพสูงที่ไม่ได้บีบอัดอาจมีขนาดถึง 46MB หลังจากบีบอัดเป็น JPEG แล้ว รูปเดียวกันอาจย่อเหลือเพียง 4.1MB แต่ทำไมถึงยังคงความคมชัดของรูปไว้ได้?

คำตอบอยู่ที่ compression process, ซึ่งใช้ประโยชน์จากลักษณะการมองเห็นของมนุษย์และลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกไป

JPEG ทำอะไรบ้าง?

โดยสรุป JPEG จะวิเคราะห์รูปภาพและลบองค์ประกอบที่ดวงตาของเรามองเห็นได้ไม่ชัดออก เมื่อคุณ บีบอัดรูปภาพด้วย JPEG คุณสามารถควบคุมระดับการบีบอัดได้ โดยการปรับค่าการตั้งค่า "คุณภาพ" คุณจะเป็นคนกำหนดเองว่าต้องการประหยัดพื้นที่มากแค่ไหน เมื่อคุณภาพลดลงจาก 100% ลงมาเป็น 0% ขนาดไฟล์ก็จะลดลง ตามไปด้วย

เมื่อบีบอัดมากขึ้น ความละเอียดของรูปจะเท่าเดิม แต่อาจเริ่มเห็นข้อบกพร่องหรือ "อาร์ติแฟกต์" ปรากฏขึ้น ข้อบกพร่องเหล่านี้จะดูเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ และมักมองไม่ค่อยออกหากไม่ซูมเข้าไป JPEG มีเป้าหมายคือ ทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้โดยไม่ทำให้รูปภาพดูแย่ต่อสายตามนุษย์

ขั้นตอนของการบีบอัด JPEG

การบีบอัด JPEG ไม่ใช่เพียงขั้นตอนเดียว แต่เป็นชุดของหลายขั้นตอนที่ออกแบบมาเพื่อลด ขนาดไฟล์รูปภาพ ต่อไปนี้คือ 5 ขั้นตอนสำคัญที่ทำให้ JPEG มีประสิทธิภาพสูง

ขั้นตอนที่ 1: การแปลงโทนสี (Color Space Conversion)

รูปภาพเกิดจากพิกเซล และแต่ละพิกเซลจะมีส่วนประกอบสีแดง เขียว และน้ำเงิน (RGB) ที่รวมกันเพื่อสร้างสีต่างๆ JPEG เริ่มจากการแปลงค่า ค่า RGB เหล่านี้ให้เป็นโทนสีแบบอื่นคือ

  • ลูมิแนนซ์ (ความสว่าง): คือค่าความสว่างของพิกเซล และมีความสำคัญต่อการกำหนดคอนทราสต์โดยรวมของภาพ
  • โครมิแนนซ์ (สี): คือข้อมูลสี รวมถึงทั้งโทนสีและความอิ่มตัวของสี

การแปลงนี้อาศัยข้อเท็จจริงที่ว่าดวงตามนุษย์ไวต่อความสว่าง (ลูมิแนนซ์) มากกว่าสี (โครมิแนนซ์) เมื่อแยกความสว่างออกจากสีแล้ว JPEG จะสามารถลดข้อมูลอย่างเฉพาะเจาะจงในขั้นตอนถัดๆ ไป โดยยังคงรายละเอียดที่สำคัญต่อการมองเห็นไว้ครบถ้วน

ในขั้นตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลสูญหาย แต่เป็นการเตรียมรูปภาพให้พร้อมสำหรับการบีบอัดอย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนที่ 2: การลดความละเอียดโครมินานซ์/Chroma Subsampling

Chroma Subsampling เป็น เป็นเทคนิคที่ใช้หลังจากการแปลงโทนสี จำได้ไหมว่าเราได้บอกไปว่าดวงตาของเราไม่ค่อยไวต่อ สี (โครมิแนนซ์) เท่ากับความสว่าง (ลูมิแนนซ์)?

JPEG ใช้ประโยชน์จากข้อนี้ด้วยการลดปริมาณข้อมูลสี โดยย่อขนาดภาพโครมิแนนซ์สีน้ำเงินและสีแดง ด้วยการเฉลี่ยค่าในบล็อกละ 4 พิกเซล วิธีนี้ทำให้ข้อมูลสีมีขนาดเล็กลงมาก ในขณะที่ยังคง ลูมิแนนซ์ (ความสว่าง) ไว้เหมือนเดิม ณ จุดนี้รูปภาพก็ถูกบีบอัดไปพอสมควรแล้ว

ขั้นตอนที่ 3: การแปลงโคไซน์แบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Cosine Transform - DCT)

การแปลงโคไซน์แบบไม่ต่อเนื่อง (DCT) เป็นเทคนิคทางคณิตศาสตร์ที่ใช้แปลงข้อมูลรูปภาพ จากโดเมนเชิงพื้นที่ (ที่รูปภาพเป็นตารางพิกเซล) ไปยังโดเมนความถี่ ขั้นตอนนี้ ช่วยระบุได้ว่าส่วนใดของรูปภาพมีข้อมูลที่สำคัญต่อการมองเห็นมากที่สุด และส่วนใดที่สามารถ ถูกตัดทิ้ง

DCT จะแบ่งภาพออกเป็นบล็อกขนาด 8x8 แล้วแปลงแต่ละบล็อกให้เป็นชุดของค่าความถี่ ความถี่ที่สูงกว่า ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าพิกเซลอย่างรวดเร็ว เช่น ขอบหรือจุดรบกวน มักจะสังเกตเห็นได้น้อยกว่า ด้วยสายตามนุษย์ และสามารถทำให้ง่ายขึ้นหรือลบออกได้

ขั้นที่ 4: การควอนไทซ์ (Quantization)

เมื่อมีการใช้ DCT แล้ว ข้อมูลความถี่ที่ได้จะผ่านกระบวนการ ควอนไทซ์ (quantization)ในขั้นตอนนี้ ช่วงค่าความถี่จะถูกลดทอนลงด้วยการนำไปหารกับชุดค่าคงที่ที่เรียกว่า quantization table กระบวนการนี้จะปัดค่าความถี่ให้เรียบง่ายขึ้น

ค่าความถี่ที่สูงกว่าจะถูกควอนไทซ์มากกว่า นั่นหมายความว่าความละเอียดจะหายไปมากกว่า เพราะมีความสำคัญน้อยกว่า ต่อคุณภาพภาพรวมของภาพ ขั้นตอนที่สี่นี้ช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ต้องใช้ในการแทนภาพ ทำให้ ไฟล์มีขนาดเล็กลง อย่างไรก็ตาม หากควอนไทซ์มากเกินไปอาจทำให้เกิดอาร์ติแฟกต์ที่มองเห็นได้ เช่น ภาพเป็นบล็อก หรือภาพเบลอ โดยเฉพาะ เมื่อใช้การบีบอัดในระดับสูง

ขั้นที่ 5: การเข้ารหัสแบบ Run Length และ Huffman

หลังจากการควอนไทซ์แล้ว ข้อมูลยังไม่ถูกย่อให้กะทัดรัดพอสำหรับการจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงนี้เองที่ Run Length Encoding (RLE) และ Huffman Encoding ถูกนำมาใช้

อันดับแรก RLE จะใช้เพื่อทำให้ลำดับข้อมูลที่ซ้ำกันยาวๆ (เช่น ค่า 0) ง่ายขึ้น โดยเก็บเพียงจำนวนครั้งที่ซ้ำ แทนที่จะเก็บค่าทุกค่าทีละตัว จากนั้นจะใช้ Huffman Encoding ซึ่งเป็นเทคนิคที่แทนค่าที่ปรากฏบ่อย ด้วยรหัสบิตที่สั้นกว่า ทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กลงไปอีก

These two วิธีการเข้ารหัส ทำงานร่วมกันเพื่อลดขนาดไฟล์ลงอย่างมากโดยไม่ทำให้ คุณภาพของภาพเสียไปมากนัก

ข้อมูลเพิ่มเติม

แม้ JPEG จะเป็นฟอร์แมตที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ก็ยังมีสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา:

  • ระดับการบีบอัด: JPEG อนุญาตให้ผู้ใช้เลือกระดับการบีบอัดได้ แต่ยิ่งบีบอัดมากเท่าไร ขนาดไฟล์ก็จะเล็กลง และอาจทำให้เกิดอาร์ติแฟกต์ที่มองเห็นได้ เช่น ขอบภาพเบลอหรือภาพเป็นเม็ดพิกเซล สิ่งนี้เกิดจากค่าของ quantization table ที่สูงเกินไป ทำให้มีศูนย์ (0) เพิ่มมากขึ้น ไฟล์จึงเล็กลงแต่แลกมากับคุณภาพของภาพ
  • การสูญเสียข้อมูลความถี่สูง: การควอนไทซ์จะลดความละเอียดของข้อมูลความถี่สูง (รายละเอียดเช่น ขอบคมๆ) จึงทำให้ JPEG เหมาะกับพื้นผิวที่เรียบ แต่ทำงานได้ไม่ดีนักกับเส้นคมๆ และกราฟิกแบบเวกเตอร์
  • ไม่เหมาะกับกราฟิกแบบเวกเตอร์: JPEG ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีในการบีบอัดกราฟิกเวกเตอร์ เพราะอาจทำให้เกิดอาร์ติแฟกต์ที่เห็นได้ชัดบริเวณขอบของรูปร่างหรือเส้นต่างๆ

แม้จะมีข้อจำกัดเหล่านี้ JPEG ยังคงเป็นฟอร์แมตภาพที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ส่วนหนึ่งเพราะมีมานาน เข้าใจได้ดี และไม่มีค่าลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ฟอร์แมตใหม่ๆ เช่น WebP หรือ HEIF ให้ประสิทธิภาพการบีบอัดที่ดียิ่งขึ้นโดยไม่ลดทอนคุณภาพ ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในบางกรณี

สรุป

อัลกอริทึมการบีบอัด JPEG ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในการจัดการข้อมูลภาพ ด้วยการแบ่งภาพออกเป็นบล็อกเล็กๆ ใช้การแปลงทางคณิตศาสตร์ และใช้เทคนิคการเข้ารหัสที่มีประสิทธิภาพอย่าง Run Length และ Huffman Encoding ทำให้เราสามารถจัดเก็บภาพคุณภาพสูงในไฟล์ที่มีขนาดเล็กลงมากได้

แม้ JPEG จะมีข้อจำกัดบางอย่าง โดยเฉพาะเมื่อใช้การบีบอัดในระดับสูงหรือกับกราฟิกแบบเวกเตอร์ แต่การใช้งานที่แพร่หลายและความสามารถในการให้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับภาพถ่าย ทำให้มันยังคงเป็นมาตรฐานที่ใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ใช้งานได้บน Chrome
50,000+
Firefox
1,500+
Zapier Make