รูปภาพดิจิทัลถูกใช้งานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก เว็บไซต์ งานพรีเซนเทชัน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม นามสกุลไฟล์รูปภาพที่พบบ่อยที่สุดสองแบบอย่าง JPG และ JPEG ก็ยังทำให้หลายคนสับสน
คำถามที่มักเกิดขึ้นก็คือ ความแตกต่างระหว่าง JPG และ JPEG คืออะไร JPG กับ JPEG เหมือนกันไหม มาหาคำตอบด้านล่างนี้
JPEG คืออะไร
JPEG คือวิธีการบีบอัดรูปภาพดิจิทัล แล้วตัวย่อ JPEG มาจากอะไร มันย่อมาจาก Joint Photographic Experts Group ซึ่งเป็นผู้สร้างมาตรฐานนี้ในปี 1992 รูปแบบ JPEG เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาไฟล์รูปภาพที่มีขนาดใหญ่เกินไปและใช้พื้นที่จัดเก็บมาก
ไฟล์ JPEG เป็น ภาพแรสเตอร์แบบ 24 บิตหมายความว่าใช้ 8 บิตสำหรับแต่ละช่องสี RGB (แดง-เขียว-น้ำเงิน) โดยแต่ละพิกเซลจะถูก "อธิบาย" ด้วย 24 บิต JPEG รองรับสีมากกว่า 16 ล้านสี แต่ไม่รองรับความโปร่งใส
หากรูปภาพถูกบันทึกเป็น JPEG ข้อมูลบางส่วนจากรูปต้นฉบับอาจสูญหายไป กระบวนการนี้เรียกว่า "lossy file compression"อย่างไรก็ตาม รูปภาพที่บันทึกในรูปแบบนี้จะใช้พื้นที่ดิสก์น้อยลง 50-75 เปอร์เซ็นต์ การสูญเสียคุณภาพของภาพมีน้อยหรือแทบไม่สังเกตเห็นได้
JPG vs. JPEG
เมื่อมีการเปิดตัวรูปแบบแรกในรูปแบบ JPEG ส่วนขยายไฟล์อย่างเป็นทางการคือ JPEG (สี่ตัวอักษร) อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้น Windows กำหนดให้ส่วนขยายไฟล์ต้องไม่เกินสามตัวอักษร จึงใช้ JPG สำหรับรูปแบบเดียวกัน ในทางกลับกัน ระบบปฏิบัติการ Mac และ Linux ไม่มีข้อจำกัดนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถบันทึกรูปภาพในรูปแบบ JPEG ได้
ภายหลังเมื่อ Windows เปลี่ยนข้อกำหนดให้รองรับส่วนขยายไฟล์ที่ยาวขึ้น JPG ก็ยังคงถูกใช้งานอยู่ ส่งผลให้มีการใช้งานทั้งไฟล์ JPG และ JPEG ควบคู่กันและถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายเราจึงมีสองนามสกุลไฟล์สำหรับรูปแบบเดียวกัน ซึ่งสามารถเปลี่ยนชื่อสลับกันได้โดยไม่กระทบต่อการทำงาน
อย่างที่กล่าวไป JPG ใช้อัลกอริทึมการบีบอัดแบบ lossy จึงทำให้คุณภาพภาพลดลงเมื่อขนาดไฟล์ลดลง ไฟล์สามารถลดขนาดได้ถึงประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์โดยที่คุณภาพภาพไม่ด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
สรุป
ไฟล์ JPG ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายเพราะอัลกอริทึมการบีบอัดช่วยลดขนาดไฟล์ได้มาก ทำให้เหมาะสำหรับการจัดเก็บ การแชร์ หรือการแสดงผลบนหน้าเว็บ เมื่อต้องเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อบันทึกภาพ คุณไม่จำเป็นต้องคิดมาก รูปแบบไฟล์เหมือนกันทุกอย่าง ต่างกันเพียงตัวอักษรหนึ่งตัวเท่านั้น นั่นคือความแตกต่างเพียงอย่างเดียว